Ulthera คืออะไร?

Ulthera เป็นเทคโนโลยีการยกกระชับผิวที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวงการความงาม ด้วยหลักการทำงานของ Microfocused Ultrasound with Visualization (MFU-V) ซึ่งเป็นการใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อส่งผ่านพลังงานความร้อนไปยังชั้นผิวหนังที่ลึกลงไปโดยตรง

หนึ่งในจุดเด่นของ Ulthera คือ สามารถสแกนชั้นผิวแบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์สามารถเห็นชั้นผิวที่กำลังทำการรักษาอยู่ และสามารถส่งพลังงานไปยังตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ ซึ่งต่างจากเทคโนโลยีอื่นๆ ที่อาจไม่มีระบบ Visualization รองรับ ทำให้ Ulthera เป็นตัวเลือกที่มีความปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าวิธีอื่นๆ

หลักการทำงานของ Ulthera

Ulthera ทำงานโดยใช้พลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ ที่มีความถี่เฉพาะเจาะจง ส่งผ่านไปยังชั้นผิวในระดับต่างๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  1. ชั้นหนังแท้ (Dermis) – พลังงานเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่
  2. ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Layer) – ลดไขมันสะสมในบางบริเวณ ทำให้ใบหน้ากระชับขึ้น
  3. ชั้นพังผืด SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) – เป็นชั้นที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า Ulthera สามารถส่งพลังงานไปถึงชั้นนี้เพื่อช่วยให้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการศัลยกรรมโดยไม่ต้องผ่าตัด

เมื่อพลังงานอัลตราซาวด์ถูกส่งไปถึงชั้น SMAS จะเกิด กระบวนการหดตัวของคอลลาเจนและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวกระชับและเต่งตึงขึ้น ซึ่งผลลัพธ์นี้จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเห็นผลชัดเจนขึ้นในช่วง 1-3 เดือนหลังทำ

จุดเด่นของ Ulthera

การทำ Ulthera เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด เพราะมีจุดเด่นที่แตกต่างจากเทคโนโลยียกกระชับอื่นๆ ดังนี้

1. เทคโนโลยี MFU-V (Microfocused Ultrasound with Visualization)

✔ สแกนและตรวจสอบชั้นผิวแบบเรียลไทม์ – แพทย์สามารถมองเห็นชั้นผิวที่ทำการรักษาแบบเรียลไทม์ผ่านหน้าจอ ทำให้การปล่อยพลังงานมีความแม่นยำมากขึ้น
✔ ลดความเสี่ยงจากการรักษาที่ไม่แม่นยำ – การที่แพทย์สามารถเห็นชั้นผิวขณะทำ Ulthera ช่วยให้มั่นใจว่าพลังงานถูกส่งไปยังชั้น SMAS ได้ตรงจุด

2. ยกกระชับโดยไม่ต้องผ่าตัด

✔ ไม่มีบาดแผล – ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องมีรอยแผลจากการผ่าตัด
✔ ไม่ต้องพักฟื้น – หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที

3. ปรับรูปหน้าให้เรียวและกระชับขึ้น

✔ ลดความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ – เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางสองชั้น แก้มหย่อนคล้อย
✔ ช่วยให้กรอบหน้าชัดขึ้น (Jawline Contouring) – ทำให้ใบหน้าดูเรียวและคมชัดขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด

4. ลดริ้วรอยร่องลึก

✔ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว – ทำให้ผิวดูเต่งตึง อ่อนเยาว์ขึ้น
✔ ช่วยลดรอยย่นบริเวณหน้าผาก ใต้ตา และร่องแก้ม

5. ผลลัพธ์เห็นชัดเจนและอยู่ได้นาน

✔ เห็นผลลัพธ์ใน 1-3 เดือน – ผิวจะกระชับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
✔ ผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 1 ปี – โดยไม่ต้องทำซ้ำบ่อย

6. ได้รับการรับรองจาก US FDA

✔ ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล – ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (US FDA)
✔ มั่นใจได้ว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ – ผ่านการทดสอบทางการแพทย์แล้วว่าช่วยยกกระชับผิวได้จริง

Ulthera เหมาะกับใคร?

Ulthera เป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนที่ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งเหมาะกับกลุ่มคนดังต่อไปนี้

1. ผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด

✔ ไม่ต้องมีบาดแผล ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหลังทำ
✔ เหมาะกับคนที่ไม่อยากเจ็บตัวจากศัลยกรรมดึงหน้า

2. ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย

✔ ผิวหน้าเริ่มมีริ้วรอยและขาดความกระชับจากอายุที่เพิ่มขึ้น
✔ ผิวบริเวณ แก้ม คาง กรอบหน้า และลำคอ ดูหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึง

3. ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น

✔ คนที่มี ไขมันสะสมบริเวณคางหรือเหนียง ทำให้ใบหน้าดูอวบ
✔ ต้องการให้ กรอบหน้าชัดขึ้น โดยไม่ต้องฉีดสารเติมเต็มหรือทำศัลยกรรม

4. ผู้ที่มีริ้วรอยร่องลึก

✔ เหมาะสำหรับผู้ที่มี ร่องแก้มลึก ใต้ตาหย่อนคล้อย หรือรอยย่นบนหน้าผาก
✔ ต้องการให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

5. ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่อยู่ได้นาน

✔ ผลลัพธ์ของ Ulthera อยู่ได้นานถึง 1 ปี หลังทำเพียงครั้งเดียว
✔ ไม่ต้องทำบ่อย ทำปีละครั้งก็เพียงพอ

ใช้เวลานานเท่าไหร่?

หนึ่งในจุดเด่นของ Ulthera คือ ใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องพักฟื้น ซึ่งแตกต่างจากการศัลยกรรมดึงหน้าที่ต้องใช้เวลาพักฟื้นหลายวันหรือหลายสัปดาห์ การทำ Ulthera จึงเป็นทางเลือกที่สะดวกสำหรับคนที่มีเวลาจำกัดและต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

⏳ ระยะเวลาการทำ Ulthera

  • โดยปกติ ใช้เวลาประมาณ 45 – 90 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการรักษา
  • หากทำเฉพาะจุด เช่น ยกกระชับรอบดวงตาหรือกรอบหน้า อาจใช้เวลาเพียง 30-45 นาที
  • หากทำทั้งใบหน้าและลำคอ อาจใช้เวลาประมาณ 90 นาที

⏳ เห็นผลเมื่อไหร่?

  • บางส่วนของผลลัพธ์จะเห็นได้ทันทีหลังทำ เนื่องจากชั้น SMAS หดตัว ทำให้ผิวดูกระชับขึ้น
  • ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะค่อยๆ ปรากฏภายใน 1-3 เดือน เพราะเป็นระยะเวลาที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่
  • ผิวจะดูเต่งตึงและกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

⏳ ต้องพักฟื้นหรือไม่?

  • ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ทันที
  • อาจมีอาการตึงหรือรอยแดงเล็กน้อย แต่จะหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด แต่ควรใช้ ครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป เพื่อปกป้องผิว

เปรียบเทียบ Ulthera กับ Ultraformer III

หลายคนอาจสงสัยว่า Ulthera และ Ultraformer III แตกต่างกันอย่างไร แม้ว่าทั้งสองเทคโนโลยีจะใช้คลื่นอัลตราซาวด์เพื่อยกกระชับผิว แต่มีข้อแตกต่างที่สำคัญที่ควรรู้

  1. เทคโนโลยีและความแม่นยำ
    Ulthera ใช้เทคโนโลยี Microfocused Ultrasound with Visualization (MFU-V) ซึ่งสามารถแสดงชั้นผิวแบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์สามารถปล่อยพลังงานได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการยกกระชับดีกว่า Ultraformer III ซึ่งใช้เทคโนโลยี High-Intensity Focused Ultrasound (HIFU) ที่ไม่มีระบบ Visualization
  2. ความลึกของพลังงานที่ลงสู่ผิว
    ทั้ง Ulthera และ Ultraformer III สามารถส่งพลังงานลงไปในชั้นผิวได้ที่ระดับ 1.5 มม., 3.0 มม. และ 4.5 มม. ซึ่งเป็นระดับที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและยกกระชับผิว แต่ Ulthera มีความแม่นยำในการลงพลังงานมากกว่าเนื่องจากสามารถสแกนชั้นผิวได้แบบเรียลไทม์
  3. ผลลัพธ์และระยะเวลาคงอยู่
    Ulthera ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก และจะเห็นผลเต็มที่ภายใน 1-3 เดือน ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานถึง 12-18 เดือน ในขณะที่ Ultraformer III เห็นผลได้เร็วเช่นกัน แต่ผลลัพธ์มักจะอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน ซึ่งอาจต้องทำซ้ำบ่อยกว่า
  4. ความรู้สึกขณะทำ
    Ulthera อาจทำให้รู้สึกตึงหรือจี๊ดเล็กน้อยในขณะที่พลังงานลงไปกระตุ้นชั้นผิว แต่สามารถใช้ยาชาเพื่อลดความรู้สึกไม่สบายได้ ส่วน Ultraformer III จะมีความรู้สึกขณะทำที่เบากว่า Ulthera ทำให้บางคนรู้สึกสบายกว่าในระหว่างการรักษา
  5. ราคาการรักษา
    Ulthera มีราคาสูงกว่าเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูงและให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่า ในขณะที่ Ultraformer III มีราคาที่ย่อมเยากว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการยกกระชับในงบประมาณที่จำกัด

สรุป

  • Ulthera เหมาะสำหรับ คนที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน แม่นยำ และอยู่ได้นาน โดยไม่ต้องทำบ่อย
  • Ultraformer III เหมาะสำหรับ คนที่ต้องการยกกระชับในราคาประหยัด และโอเคกับการทำซ้ำบ่อยกว่า

ระยะเวลาในการพักหน้า/ข้อจำกัด

หนึ่งในข้อดีของ Ulthera คือ ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แตกต่างจากหัตถการบางประเภท เช่น การร้อยไหมหรือศัลยกรรมดึงหน้า ที่อาจมีรอยเข็มหรืออาการบวมหลังทำ

  1. อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังทำ
  • อาจมี รอยแดงเล็กน้อย หลังทำทันที ซึ่งจะหายไปภายใน 1-2 ชั่วโมง
  • บางคนอาจรู้สึก ตึงผิว หรือมีอาการบวมเล็กน้อยในช่วง 2-3 วันแรก ซึ่งเป็นอาการปกติและจะค่อยๆ ดีขึ้น
  • อาจมีอาการ เจ็บจี๊ดๆ บริเวณที่ทำ โดยเฉพาะในจุดที่มีไขมันน้อย เช่น กรอบหน้า หรือแนวขากรรไกร อาการนี้จะค่อยๆ หายไปเองในไม่กี่วัน
  1. การดูแลผิวหลังทำ Ulthera
  • สามารถแต่งหน้า ทาครีม และทำกิจวัตรปกติได้ทันทีหลังทำ
  • หลีกเลี่ยง การโดนความร้อนสูง เช่น การเข้าซาวน่า การอบไอน้ำ หรือการตากแดดเป็นเวลานาน อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • ควร ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด
  • หลีกเลี่ยงการนวดหน้าแรงๆ หรือทำหัตถการที่ใช้พลังงานลงชั้นผิว เช่น เลเซอร์ หรือ RF อย่างน้อย 2 สัปดาห์
  1. ข้อควรระวังก่อนทำ Ulthera
  • หากมี บาดแผลเปิด ผื่นแพ้ หรือติดเชื้อที่ผิวหนัง ควรรักษาให้หายก่อนทำ
  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับบริการ
  • หากกำลังใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำ

ควรทำกี่ครั้ง?

Ulthera เป็นเทคโนโลยียกกระชับที่ให้ผลลัพธ์ที่ ชัดเจนและอยู่ได้นาน ไม่จำเป็นต้องทำบ่อยเหมือนหัตถการบางประเภท เช่น HIFU หรือ RF ซึ่งต้องทำซ้ำหลายครั้ง

  1. ความถี่ในการทำ Ulthera
  • ปกติแนะนำให้ทำปีละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอ เนื่องจากผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานถึง 12-18 เดือน
  • หากต้องการ ผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้น หรือในกรณีที่ผิวมีความหย่อนคล้อยมาก แพทย์อาจแนะนำให้ทำซ้ำทุก 12-18 เดือน
  • บางคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก อาจต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้ง ในปีแรกเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น จากนั้นจึงทำปีละครั้งเพื่อคงสภาพ
  1. จำนวนช็อตที่ใช้ในแต่ละจุด
    จำนวนช็อตที่ใช้ในการทำ Ulthera ขึ้นอยู่กับ บริเวณที่ต้องการยกกระชับ โดยปกติจะใช้ประมาณ
  • ทั้งหน้าและลำคอ – 500-800 ช็อต
  • เฉพาะกรอบหน้า – 300-500 ช็อต
  • ใต้ตา หรือคิ้ว – 100-200 ช็อต

แพทย์จะเป็นผู้ประเมินจำนวนช็อตที่เหมาะสมกับปัญหาผิวของแต่ละคน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

  1. สามารถทำ Ulthera บ่อยกว่าปีละ 1 ครั้งได้หรือไม่?
    โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องทำบ่อยกว่า 1 ครั้งต่อปี เพราะพลังงานที่ปล่อยลงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแบบต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากต้องการทำซ้ำเร็วขึ้น เช่น ภายใน 6 เดือน แพทย์จะต้องประเมินสภาพผิวก่อนว่าจำเป็นหรือไม่

ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?

หนึ่งในคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับการทำ Ulthera คือ ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหน? เพราะหลายคนที่ต้องการยกกระชับผิวมักมองหาผลลัพธ์ที่ยาวนานโดยไม่ต้องทำซ้ำบ่อยๆ

  1. ผลลัพธ์ที่เห็นได้หลังทำ
  • หลังจากทำ Ulthera คุณจะเห็นผลลัพธ์ บางส่วนทันที โดยเฉพาะในเรื่องของการยกกระชับที่ดูดีขึ้นในบริเวณที่ทำการรักษา
  • แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะปรากฏภายใน 1-3 เดือน เนื่องจากพลังงานที่ปล่อยลงไปช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว ซึ่งจะทำให้ผิวตึงกระชับและยืดหยุ่นมากขึ้น
  • เมื่อทำการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแล้ว ผิวจะยังคงมีการยกกระชับต่อไป ซึ่งจะทำให้ผิวดูดีขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลา 2-3 เดือนหลังจากทำ
  1. ระยะเวลาในการคงผลลัพธ์
  • Ulthera เป็นเทคโนโลยีที่ให้ผลลัพธ์ที่ยาวนาน โดยสามารถอยู่ได้ประมาณ 1 ปี ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ สภาพผิว การดูแลผิว และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล
  • สำหรับผู้ที่อายุน้อยและมีการดูแลผิวที่ดี ผลลัพธ์อาจอยู่ได้นานถึง 18 เดือน หรือมากกว่านั้น
  • หากผู้ที่อายุมาก หรือมีสภาพผิวที่มีปัญหาหย่อนคล้อยมาก ผลลัพธ์อาจไม่คงทนเหมือนคนที่มีผิวดีอยู่แล้ว
  1. การทำซ้ำเพื่อคงผลลัพธ์
  • หากต้องการให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้นและให้ผิวกระชับมากยิ่งขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้ทำการรักษาซ้ำทุก 12-18 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน
  • การทำซ้ำจะช่วยคงผลลัพธ์ของการยกกระชับและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้อย่างต่อเนื่อง

เป็นอันตรายไหม?

Ulthera เป็นเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ได้รับการรับรองจาก US FDA ซึ่งรับประกันว่าเป็นเทคโนโลยีที่ ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบและวิจัยมาอย่างดี โดยไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงหรืออันตรายในการใช้งานทั่วไป

  1. ความปลอดภัยของ Ulthera
  • Ulthera ใช้เทคโนโลยีการส่งพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อชั้นผิวหรือเนื้อเยื่อใกล้เคียง
  • เครื่องมือที่ใช้ได้รับการรับรองจาก US FDA ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีมาตรฐานและความปลอดภัยสูง ทำให้ผู้รับการรักษามั่นใจได้ว่าการทำ Ulthera ไม่มีความเสี่ยงหรืออันตรายอย่างที่หลายๆ คนอาจเข้าใจผิด
  • การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวเป็นกระบวนการธรรมชาติที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวแต่อย่างใด
  1. ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
    หลังจากทำการรักษาด้วย Ulthera อาจพบผลข้างเคียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจากการกระตุ้นพลังงานลงไปในชั้นผิว แต่จะหายไปในเวลาไม่นาน เช่น
  • รอยแดงเล็กน้อย อาจเกิดขึ้นหลังการรักษา ซึ่งจะหายไปภายใน 1-2 ชั่วโมง
  • ผิวตึงหรือเจ็บจี๊ดๆ บริเวณที่ทำการรักษา ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวและจะหายไปเองภายในไม่กี่วัน
  • อาการบวมเล็กน้อย ในบางกรณี โดยเฉพาะในจุดที่มีไขมันน้อย เช่น กรอบหน้า หรือแนวขากรรไกร
  1. ความปลอดภัยในผู้รับการรักษา
  • Ulthera ปลอดภัยในผู้ที่มีสุขภาพดี ไม่มีโรคประจำตัวหรือปัญหาผิวหนังร้ายแรง
  • หากมีปัญหาเรื่อง โรคผิวหนังติดเชื้อ หรือ บาดแผลที่ผิว ควรหลีกเลี่ยงการทำ Ulthera จนกว่าจะหายดี
  • ผู้ที่มีอาการ ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจทำการรักษา
  • ผู้ที่มีปัญหาผิว บางหรือแพ้ง่าย ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาว่าสามารถทำการรักษาได้หรือไม่

ข้อควรรู้ก่อนทำ

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจทำ Ulthera มีข้อควรระวังและสิ่งที่ต้องทราบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดความเสี่ยงในการทำหัตถการ

  1. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำ
  • ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ที่มีประสบการณ์เพื่อทำการ ประเมินสภาพผิว ก่อนการรักษา เพื่อให้แพทย์ได้ประเมินถึงสภาพผิวและแนะนำการรักษาที่เหมาะสมกับคุณ
  • หากมีปัญหาผิว เช่น โรคผิวหนังติดเชื้อ, แผลเปิด หรือสิวอักเสบ ควรรักษาให้หายเสียก่อนเพื่อลดความเสี่ยงในการทำ
  • สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่อง รูขุมขนอุดตันหรือผิวแพ้ง่าย ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อการประเมินการรักษาอย่างละเอียด
  1. หยุดใช้ยาหรือครีมที่มีส่วนผสมของ Retinoids
  • หากคุณกำลังใช้ ยาหรือครีมที่มีส่วนผสมของ Retinoids (เช่น Tretinoin) ควรหยุดใช้ก่อนทำการรักษาอย่างน้อย 7-10 วัน เพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคืองผิวหรือการตอบสนองที่ไม่ดีจากการทำ Ulthera
  • Retinoids สามารถทำให้ผิวบางลง และการใช้ร่วมกับการรักษาด้วยพลังงานอาจทำให้ผิวระคายเคืองหรือเกิดอาการแดง
  1. การหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีรุนแรง
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีรุนแรง หรือ กรด AHA/BHA หรือ กรดวิตามินซี ก่อนทำ Ulthera อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวเกิดการระคายเคือง
  • หากมีการใช้ครีมหรือเซรั่มที่มีส่วนผสมของสารเคมีรุนแรง ควรหยุดใช้และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์หลังการทำ
  1. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
  • ควรหลีกเลี่ยงการดื่ม แอลกอฮอล์ หรือ สูบบุหรี่ ก่อนและหลังการทำการรักษา เนื่องจากทั้งสองสิ่งนี้สามารถทำให้ การฟื้นฟูผิว ช้าลงและส่งผลกระทบต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
  • ควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง ก่อนและหลังการรักษาเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  1. การเตรียมตัวด้านการนอนหลับและอาหาร
  • ควร นอนหลับพักผ่อน ให้เพียงพอและไม่ควรนอนดึกในคืนก่อนวันทำ เพื่อให้ร่างกายและผิวมีความพร้อมในการรักษา
  • อาหารที่ทานควรมีความสมดุล เช่น ควรหลีกเลี่ยงการทาน อาหารที่มีไขมันสูงหรือรสจัด และควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้สด ที่จะช่วยในการฟื้นฟูผิว

ข้อควรรู้หลังทำ

หลังจากที่คุณทำ Ulthera แล้ว การดูแลตัวเองหลังการรักษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ดีที่สุดและลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง โดยมีข้อควรระวังและคำแนะนำดังนี้

  1. อาการที่อาจเกิดขึ้นหลังการทำ
  • รอยแดงเล็กน้อย: อาจพบรอยแดงเล็กน้อยหลังการรักษา ซึ่งจะหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง
  • ผิวตึงหรือรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ: บางคนอาจรู้สึกผิวตึง หรือมีอาการเจ็บจี๊ดๆ ในบริเวณที่ทำการรักษา ซึ่งเป็นอาการชั่วคราวที่หายไปได้เองภายในไม่กี่วัน
  • อาการบวมเล็กน้อย: อาจมีอาการบวมในบริเวณที่ทำการรักษา ซึ่งจะลดลงภายใน 1-2 วัน
  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือการกดทับผิวมากเกินไป
  • หลังทำ Ulthera ควรหลีกเลี่ยงการ สัมผัสหรือการกดทับ บริเวณที่ทำการรักษาโดยไม่จำเป็น เช่น การนวดหน้า การใช้มาส์กหน้า หรือการกดทับหน้าด้วยผ้าหรือเครื่องสำอาง
  • ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องใช้การกดทับหน้าเป็นเวลานานๆ เช่น การนอนคว่ำในช่วง 1-2 วันหลังการรักษา
  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรง
  • ควรหลีกเลี่ยงการ สัมผัสแสงแดดโดยตรง ในช่วง 2-3 วันแรกหลังการทำ Ulthera เพราะผิวที่ได้รับพลังงานจากการรักษายังมีความไวและอาจเกิดการระคายเคืองจากแดดได้
  • หากจำเป็นต้องออกแดด ควรใช้ ครีมกันแดด ที่มี SPF 30 ขึ้นไป และใส่หมวกป้องกันแดดเพื่อป้องกันการไหม้ของผิว
  1. การดูแลผิวหลังทำ
  • ควรใช้ ครีมบำรุงผิว ที่เหมาะกับสภาพผิวหลังการทำ Ulthera เช่น ครีมที่มีส่วนผสมของ วิตามินซี, Hyaluronic acid หรือ Ceramide เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและลดอาการตึง
  • ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ อ่อนโยน และ ไม่ระคายเคือง โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังทำการรักษา
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรด AHA/BHA หรือ กรดวิตามินซี ในช่วงแรกหลังการทำ เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้
  1. ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ ในช่วงแรก
  • หลังการทำ Ulthera ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ใช้แรงมาก เช่น การยกน้ำหนัก การวิ่ง หรือการทำกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมากในช่วง 24-48 ชั่วโมง หลังการทำ
  • การออกกำลังกายที่หนักเกินไปอาจทำให้ ผิวระคายเคือง หรือ บวม ในบางกรณี
  1. การติดตามผล
  • ควร ติดตามผล หลังการทำเพื่อประเมินว่าผลลัพธ์ที่ได้เป็นที่น่าพอใจหรือไม่ และถ้าต้องการผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นหรือดูดีกว่าเดิม ควรพูดคุยกับแพทย์เพื่อตัดสินใจว่าจะทำซ้ำเมื่อไร
  • ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะปรากฏหลังจาก 2-3 เดือน และจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนภายใน 3-6 เดือน

สามารถทำคู่กับอะไรได้บ้าง?

การทำ Ulthera สามารถเสริมผลลัพธ์ด้วยการทำร่วมกับการรักษาอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยกกระชับผิวและการฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์มากขึ้นได้ บางครั้งการทำร่วมกับการรักษาอื่น ๆ จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์ที่ดีกว่า การเลือกการรักษาคู่กับ Ulthera ควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อตัดสินใจว่าเหมาะสมกับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล

  1. Botox หรือ Filler
  • การทำ Botox หรือ Filler ร่วมกับ Ulthera เป็นการเสริมการยกกระชับผิวให้ผลลัพธ์ดูดีขึ้น Botox ช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการขยับกล้ามเนื้อใบหน้า เช่น ริ้วรอยระหว่างคิ้ว หางตา หรือริ้วรอยหน้าผาก ในขณะที่ Filler จะช่วยเติมเต็มร่องลึกบนใบหน้า หรือเพิ่มความเต็มของใบหน้าในจุดที่ต้องการ เช่น ร่องแก้ม ริมฝีปาก หรือใต้ตา
  • การทำร่วมกันนี้จะทำให้ใบหน้าดูยกกระชับและเรียบเนียนขึ้น โดยไม่ต้องผ่าตัด
  1. PRP (Platelet Rich Plasma)
  • PRP (Platelet Rich Plasma) เป็นการนำเลือดของตัวเองมาปั่นแยกเกล็ดเลือดที่มีการฟื้นฟูเซลล์และเพิ่มการสร้างคอลลาเจน ซึ่งสามารถทำร่วมกับ Ulthera ได้ดี โดยการทำ PRP จะช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูสดใสและกระชับขึ้นหลังจากการยกกระชับผิวด้วย Ulthera
  • PRP จะช่วยเสริมการผลิต คอลลาเจน และ อีลาสติน เพิ่มขึ้นในชั้นผิว ซึ่งจะทำให้ผลลัพธ์ของการยกกระชับผิว Ulthera ดูยาวนานขึ้นและมีความกระชับมากยิ่งขึ้น
  1. HIFU (High Intensity Focused Ultrasound)
  • HIFU เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ใช้ อัลตราซาวด์ ในการยกกระชับผิวที่สามารถทำร่วมกับ Ulthera ได้ โดย HIFU จะมุ่งเน้นไปที่การยกกระชับในส่วนที่ลึกของผิว เช่น ริ้วรอยที่ลึก หรือการลดไขมันใต้ผิวที่ไม่ต้องการ
  • การทำร่วมกันของ Ulthera และ HIFU จะให้ผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น เพราะแต่ละเทคโนโลยีจะทำงานในชั้นผิวที่แตกต่างกัน ทำให้ได้การยกกระชับที่ลึกขึ้นและยาวนานขึ้น
  1. RF (Radiofrequency)
  • RF (Radiofrequency) ใช้พลังงานคลื่นวิทยุในการกระตุ้นการผลิต คอลลาเจน และ อีลาสติน ในชั้นผิวใต้ ซึ่งทำให้ผิวดูตึงกระชับขึ้น เมื่อทำร่วมกับ Ulthera จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและช่วยให้ผลลัพธ์การยกกระชับมีความยาวนานขึ้น
  • RF จะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการยกกระชับและลดเลือนริ้วรอยอย่างมีประสิทธิภาพ
  1. Laser Treatments (เลเซอร์รักษาผิว)
  • การทำ เลเซอร์รักษาผิว ร่วมกับ Ulthera สามารถช่วยปรับสีผิวให้กระจ่างใสขึ้น ลดจุดด่างดำ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว
  • Fractional CO2 laser หรือ Nd:YAG laser เป็นเลเซอร์ที่ใช้ในการรักษาผิวหนังที่มีปัญหาหลุมสิว รอยแผลเป็น หรือผิวหมองคล้ำ ซึ่งสามารถทำควบคู่กับการยกกระชับของ Ulthera เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในเรื่องของการฟื้นฟูผิวและการลดริ้วรอย

ข้อดีของการทำ Ulthera ร่วมกับการรักษาอื่น ๆ

  • ผลลัพธ์ยาวนานและมีประสิทธิภาพมากขึ้น: การทำร่วมกับการรักษาอื่น ๆ จะทำให้ผลลัพธ์ดูชัดเจนและยาวนานมากขึ้น
  • ลดระยะเวลาในการรักษา: การทำหลายๆ หัตถการในครั้งเดียวจะช่วยให้การดูแลผิวได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ลดการใช้เวลาพักฟื้น: การทำหลายๆ หัตถการในครั้งเดียวจะช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นมากนัก เพราะสามารถทำได้พร้อมกัน

คำถามที่พบบ่อย

Ulthera เจ็บไหม?

การทำ Ulthera อาจมีความรู้สึก ตึงหรือจี๊ดเล็กน้อย ในระหว่างการรักษา แต่โดยทั่วไปแล้วไม่เจ็บมาก เนื่องจากแพทย์สามารถใช้ยาชาช่วยลดความรู้สึกได้ หากคุณรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บระหว่างการรักษา สามารถบอกแพทย์เพื่อปรับการตั้งค่าของเครื่องมือให้เหมาะสมกับคุณมากขึ้น

ผลลัพธ์เห็นเมื่อไหร่?

ผลลัพธ์ของ Ulthera จะเริ่มเห็นบางส่วนทันทีหลังการทำ และผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเห็นชัดเจนภายใน 2-3 เดือน เพราะกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวต้องใช้เวลาในการสร้างใหม่ ทำให้ผิวกระชับและดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

สามารถทำ Ulthera ได้ทุกคนไหม?

Ulthera เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหา ผิวหย่อนคล้อย หรือมี ริ้วรอย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ลำคอ และกรอบหน้า แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำเพื่อประเมินสภาพผิว และความเหมาะสมในการรักษา เพราะบางกรณีอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งมาก หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด

สามารถทำร่วมกับการรักษาอื่นได้ไหม?

การทำ Ulthera สามารถทำร่วมกับการรักษาอื่น ๆ เช่น Botox, Filler, PRP, หรือ RF เพื่อเสริมประสิทธิภาพการยกกระชับและฟื้นฟูผิวให้ดูดีขึ้น การทำร่วมกับการรักษาอื่น ๆ จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์ให้ดีขึ้นและดูเป็นธรรมชาติ

Ulthera ปลอดภัยหรือไม่?

Ulthera ได้รับการรับรองจาก US FDA ซึ่งรับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ที่ปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง เมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

โดยทั่วไปแล้ว การทำ Ulthera เพียงแค่ ครั้งเดียว ก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจได้ แต่หากต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้นหรือยาวนานขึ้น สามารถทำซ้ำได้ทุก 12-18 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล

Ulthera สามารถทำในช่วงไหนของปี?

การทำ Ulthera สามารถทำได้ตลอดทั้งปี แต่ควรหลีกเลี่ยงการทำในช่วงที่มีแสงแดดจัดโดยตรงหลังการรักษา เนื่องจากผิวอาจไวต่อแสงแดดในช่วงแรกหลังทำ

ต้องทำการรักษาแบบไหนหลังทำ Ulthera?

หลังจากการทำ Ulthera คุณควรดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ได้แก่การใช้ ครีมกันแดด หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดโดยตรง และทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น Hyaluronic acid หรือ Ceramide